31/10/52
26/10/52
ตำนานดอกไม้

ตำนานดอก Forget-Me-Not "อย่าลืมฉัน"
ดอกไม้ชนิดนี้มีตำนานเกี่ยวข้องกับความทรงจำเกี่ยวกั บความรัก…ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วในฝรั่งเศส ในสมัยของอัศวินเสื้อเกราะและนางใน อัศวินผู้กล้าหาญ ได้เดินชมจันทร์กับสาวงามนางหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ยอดหญิงของอัศวินได้มองเห็นดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ริมตล ิ่ง เธอวิงวอนให้เขาลงไปเก็บให้ แต่ขณะที่เขากำลังเอื้อมเก็บดอกไม้ก็พลันลื่นไถลลงไป ในแม่น้ำ เสื้อเกราะที่หนักทำให้เขาไม่สามารถว่ายน้ำได้ แต่ก่อนที่เขาจะจมหายไปในกระแสธาร เขาโยนดอกไม้ให้หญิงคนรัก และร้องตะโกนว่า "Ne m'oubliez pas"..อย่าลืมฉัน ดอกไม้ชนิดนี้จึงมีชื่อว่า forget me not ดอกฟอร์เก็ตมีน็อทยังมีความหมายว่ารักแท้ จึงมักปรากฏอยู่เสมอบนการ์ดวาเลนไทน์ที่คู่รักหนุ่มส าวมอบให้แก่กัน
ตำนานดอกทานตะวัน
Clytie คือนางไม้ผู้หลงรักเทพ Apollo แห่งดวงอาทิตย์ แต่ Apollo ไม่ได้รู้จักรักตอบ นางจึงได้นั่งหันหน้าส่งสายตาจ้องมองเทพบุตรสุดที่รั กของนาง โดยไม่มองอะไรอื่นใดเลยทั้งวันตั้งแต่วินาทีแรกที่ดว งอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งถึงวาระที่ดวงอาทิตย์ตก จนในที่สุด ร่างของนางได้กลายสภาพ ขาทั้งสองข้างได้กลายเป็นลำต้น ใบหน้าได้กลายเป็นดอกไม้ และผมสีทองของนางได้กลายเป็นกลีบดอกสีเหลืองของทานตะ วัน ซึ่งก็ยังหันหน้ารับดวงอาทิตย์ที่นางหลงใหลอย่างไม่เ สื่อมคลาย
กุหลาบขาว กับ กุหลาบแดง สีไหนเกิดก่อน ?
มีหลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสีแดง ไว้แตกต่างกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาว แสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเองห นามกุหลาบทีมแทงที่หน้าอกของมันหยดเลือดของเจ้านกไนต ิงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดงเลยมีดอกกุ หลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อ พระผู้เป็นเจ้า
ตำนานดอกดาหลา "เรื่องเศร้าๆของรักต่างศาสนา"
เรื่องราวความรักต่างศาสนาทราบว่าเป็นตำนานของคู่รัก ต่างศาสนา ระหว่างชายไทยกับสาวงาม มาเล (อิสลาม)ทั้งสองพบกัน ตอนที่หนุ่มไทยข้ามไปทำงานยัง ประเทศมาเล และเกิดความรักกับสาวมาเล แต่ด้วยความที่ต่างกัน ทางศาสนา พ่อแม่จึงมิให้คบหากัน ถึงแม้จะถูกกีดกันระหว่างพ่อแม่แต่นางก็มั้นในรักต่อ ชายไทย นางมิยอมเป็นของชายใดนอกจากชายที่นางรัก แต่แล้วมีเหตูให้ต้องพรัดพรากแยกจากกัน คือชายไทยนั้นต้องกลับมายังประเทศของตน ก่อนจะจากกันก็สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาหาสาวมาเลที่บริเวณชายแดน นางก็รอแม้ระยะเวลาจะนานแค่ไหนนางก็ยังรอที่ชายแดนมา เล รอการกลับมาของเขารอด้วยความหวังลิบรีก่อนที่นางจะตรอมใจตายนางก็ยังมารอที่ชายแดนมาเล ระหว่างที่รอคอย เธอก็อธิฐานว่าหากเกิดอีกชาติใหเกิดมาเป็นดอกดาหลาท ี่ขึ้นอยู่ตามชายแดนมาเล เพื่อรอหนุ่มคนรักกลับมา
เรื่องราวความรักต่างศาสนาทราบว่าเป็นตำนานของคู่รัก ต่างศาสนา ระหว่างชายไทยกับสาวงาม มาเล (อิสลาม)ทั้งสองพบกัน ตอนที่หนุ่มไทยข้ามไปทำงานยัง ประเทศมาเล และเกิดความรักกับสาวมาเล แต่ด้วยความที่ต่างกัน ทางศาสนา พ่อแม่จึงมิให้คบหากัน ถึงแม้จะถูกกีดกันระหว่างพ่อแม่แต่นางก็มั้นในรักต่อ ชายไทย นางมิยอมเป็นของชายใดนอกจากชายที่นางรัก แต่แล้วมีเหตูให้ต้องพรัดพรากแยกจากกัน คือชายไทยนั้นต้องกลับมายังประเทศของตน ก่อนจะจากกันก็สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาหาสาวมาเลที่บริเวณชายแดน นางก็รอแม้ระยะเวลาจะนานแค่ไหนนางก็ยังรอที่ชายแดนมา เล รอการกลับมาของเขารอด้วยความหวังลิบรีก่อนที่นางจะตรอมใจตายนางก็ยังมารอที่ชายแดนมาเล ระหว่างที่รอคอย เธอก็อธิฐานว่าหากเกิดอีกชาติใหเกิดมาเป็นดอกดาหลาท ี่ขึ้นอยู่ตามชายแดนมาเล เพื่อรอหนุ่มคนรักกลับมา
นิยายรัก
แสงไฟจากตะเกียงดูริบหรี่ โอนไหวตามสายลมหนาวที่พัดมาปะทะ หญิงสาวจับจ้องอยู่ที่เจ้าตะเกียงนั้นด้วนท่าทีที่เขินอายเธอมาที่นี่กับชายคนรัก ที่เพิ่งคบกันได้ไม่นานเขาและเธอมักจะมานั่งคุยกันที่ร้านนี้เสมอ "นัท มองพี่สิ มองอะไรตะเกียง"เคชายคนรักเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศที่สงบเงียบ"แล้วจะให้เค้ามองอะไรล่ะ มองคุณเหรอ" เธอทำหน้าล้อเลียนแก้เขิน "อ้าว....ก็งั้นสิ..." "รู้มั้ยว่านัทน่ารักมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เค้าเห็นคุณก็รู้สึกชอบขึ้นมาทันทีไม่รู้ทำไมนะ"หญิงสาวเพียงยิ้มตอบไม่มีคำพูดใดๆ "เมื่อไหร่คุณจะรักเค้าบ้างนะ""เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น" "รู้มั้ยตอนเด็กๆ มีคนเคยเล่านิทานให้ฟังเรื่องนึงเค้าชอบมากเลยละ" " อือ...อยากฟังจังเล่าให้ฟังหน่อยสิ"หญิงสาวพูดพลางคนนมปั่นในแก้ว
"กาลครั้งนึงนานมาแล้ว....มีเมืองอยู่เมืองนึงเป็นเมืองที่ร่ำรวยมากพระราชามีองค์หญิงที่สวยงามมากจนเป็นที่หมายปองแก่ชายหนุ่มทั่วไป" "และหนึ่งในนั้นก็คือ..คุณ" นัทแทรกขึ้น "ไม่เอาอย่าแทรกซิ...เล่าต่อนะ" " พระราชาปกครองชาวเมืองอย่างปกติสุขแต่อยู่มาวันหนึ่งได้มีโจรสลัดเดินทางผ่านมาได้ยินถึงกิตติศัพท์ความงามขององค์หญิงและความร่ำรวยของเมืองนี้ จึงเกิดความอยากได้มาเป็นเจ้าของ เจ้าโจรสลัดจึงเข้าปล้นเมือง และชิงตัวองค์หญิงไป พระราชาเศร้าใจมาก จึงประกาศหาอัศวินหนุ่มที่มีความสามารถมาช่วยกอบกู้เมือง และให้สัญญาว่าถ้าใครสามารถปราบโจรสลัดนี้ได้ ก็จะยกสมบัติให้ครึ่งนึงพร้อมองค์หญิง เหล่าอัศวินที่มีฝีมือต่างก็เข้ามาอาสามากมาย แต่....ไม่มีใครสามารถเอาชนะเจ้าโจรสลัดได้เลยณ ที่ชายเมืองได้มีช่างไม้คนหนึ่งได้ยินข่าวจึงอยากจะอาสาเข้าไปปราบโจรสลัด ชาวบ้านต่างก็คัดค้านความคิดของช่างไม้ว่า ช่างเป็นความคิดที่แสนเขลา ช่างไม้หาได้ฟังไม่ กลับเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อสู้กับโจรสลัด แต่อนิจจาช่างไม้ผู้เขลา ไร้ซึ่งฝีมือในการรบมีเพียงมือสองข้างกับความสามารถทางด้านช่างไม้เท่านั้น กล้าที่จะหาญสู้กับโจรสลัดผู้ร้ายกาจ สุดท้ายช่างไม้ก็พ่ายแพ้แก่โจรสลัด ถูกตัดแขน ตัดขา กลับมาที่หมู่บ้านอนิจจาบัดนี้เขากลายเป็นคนพิการไปแล้วเขาไม่สามารถที่จะใช้แขนขาของเขาในการทำมาหากินได้ ช่างไม้ก็ได้แต่นั่งเศร้าใจอยู่อย่างนั้น" . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ."จบแล้วเหรอ" นัทเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเคเงียบไปนาน "อือ..." "แต่เค้าอยากให้มีต่อนะ...เค้าเคยแต่งนิทานเรื่องนี้ต่อนะ" "เอาสิเล่าๆๆ""เค้าอยากให้มีนางฟ้าใจดีมาช่วยต่อแขนขาให้กับช่างไม้"เคหยุดพูดแล้วจ้องหน้านัทจนหญิงสาวเขินอาย "แล้วไงละ""ไม่รู้ว่าจะมีนางฟ้าใจดีมาช่วยต่อแขนขาให้กับช่างไม้หรือเปล่า""ไม่รู้สิถ้าช่างไม้ทำตัวดีๆ นางฟ้าใจดีก้อจะช่วย" "เค้าช่วยแต่งนิทานเรื่องนี้ให้จบเอาไหม" " เอาสิ" "นางฟ้าเกิดใจร้ายขึ้นมาไม่ช่วยต่อแขนขาให้กับช่างไม้เกเรนะสิ"
กาลเวลาผ่านไป....เวลาระหว่างเขาและเธอก็หมดลงหญิงสาวกลับมาที่ร้านแห่งนั้นอีกครั้ง บัดนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่มีแสงตะเกียง..... ไม่มีเขา...ไม่มีลมหนาวที่คอยพัดแสงตะเกียง.....ไม่มีร้านนมอีกต่อไป.... หญิงสาวนั่งคิดถึงนิทานที่เขาแต่งขึ้น "เค้ามีตอนจบของเรื่องนี้แล้วล่ะ..." หญิงสาวพูดขึ้นมาคนเดียว "ช่างไม้เฝ้าอ้อนวอนนางฟ้าใจดีให้ช่วยต่อแขน ขา ให้ จนนางฟ้าใจอ่อนยอมต่อแขน ขาให้ และให้กำลังแก่ช่างไม้ไปตีเมืองคืนมาได้และช่างไม้ได้ครองเจ้าหญิงสมใจ .... แต่นางฟ้ากลับต้องเศร้าใจ เมื่อนางฟ้าเกิดหลงรักช่างไม้แต่ช่างไม้ไม่สนใจ ทิ้งนางฟ้าให้อยู่คนเดียวและร้องไห้อยู่อย่างนั้น....เห็นไหมพอคุณได้ทุกอย่างสมใจแล้ว คุณก็ทิ้งเค้าไปเหมือนกับช่างไม้...คุณเฝ้าวอนขอความรักจากเค้า ขอให้เค้าช่วยรักษาแผลใจให้...แต่สุดท้ายคุณก็กลับไปหาเขา ทิ้งให้เค้าต้องอยู่ตามลำพังในโลกที่แสนโหดร้าย คุณใจร้ายมากรู้ใหม" หญิงสาวซบหน้าลงกับมือร่ำไห้
"กาลครั้งนึงนานมาแล้ว....มีเมืองอยู่เมืองนึงเป็นเมืองที่ร่ำรวยมากพระราชามีองค์หญิงที่สวยงามมากจนเป็นที่หมายปองแก่ชายหนุ่มทั่วไป" "และหนึ่งในนั้นก็คือ..คุณ" นัทแทรกขึ้น "ไม่เอาอย่าแทรกซิ...เล่าต่อนะ" " พระราชาปกครองชาวเมืองอย่างปกติสุขแต่อยู่มาวันหนึ่งได้มีโจรสลัดเดินทางผ่านมาได้ยินถึงกิตติศัพท์ความงามขององค์หญิงและความร่ำรวยของเมืองนี้ จึงเกิดความอยากได้มาเป็นเจ้าของ เจ้าโจรสลัดจึงเข้าปล้นเมือง และชิงตัวองค์หญิงไป พระราชาเศร้าใจมาก จึงประกาศหาอัศวินหนุ่มที่มีความสามารถมาช่วยกอบกู้เมือง และให้สัญญาว่าถ้าใครสามารถปราบโจรสลัดนี้ได้ ก็จะยกสมบัติให้ครึ่งนึงพร้อมองค์หญิง เหล่าอัศวินที่มีฝีมือต่างก็เข้ามาอาสามากมาย แต่....ไม่มีใครสามารถเอาชนะเจ้าโจรสลัดได้เลยณ ที่ชายเมืองได้มีช่างไม้คนหนึ่งได้ยินข่าวจึงอยากจะอาสาเข้าไปปราบโจรสลัด ชาวบ้านต่างก็คัดค้านความคิดของช่างไม้ว่า ช่างเป็นความคิดที่แสนเขลา ช่างไม้หาได้ฟังไม่ กลับเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อสู้กับโจรสลัด แต่อนิจจาช่างไม้ผู้เขลา ไร้ซึ่งฝีมือในการรบมีเพียงมือสองข้างกับความสามารถทางด้านช่างไม้เท่านั้น กล้าที่จะหาญสู้กับโจรสลัดผู้ร้ายกาจ สุดท้ายช่างไม้ก็พ่ายแพ้แก่โจรสลัด ถูกตัดแขน ตัดขา กลับมาที่หมู่บ้านอนิจจาบัดนี้เขากลายเป็นคนพิการไปแล้วเขาไม่สามารถที่จะใช้แขนขาของเขาในการทำมาหากินได้ ช่างไม้ก็ได้แต่นั่งเศร้าใจอยู่อย่างนั้น" . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ."จบแล้วเหรอ" นัทเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเคเงียบไปนาน "อือ..." "แต่เค้าอยากให้มีต่อนะ...เค้าเคยแต่งนิทานเรื่องนี้ต่อนะ" "เอาสิเล่าๆๆ""เค้าอยากให้มีนางฟ้าใจดีมาช่วยต่อแขนขาให้กับช่างไม้"เคหยุดพูดแล้วจ้องหน้านัทจนหญิงสาวเขินอาย "แล้วไงละ""ไม่รู้ว่าจะมีนางฟ้าใจดีมาช่วยต่อแขนขาให้กับช่างไม้หรือเปล่า""ไม่รู้สิถ้าช่างไม้ทำตัวดีๆ นางฟ้าใจดีก้อจะช่วย" "เค้าช่วยแต่งนิทานเรื่องนี้ให้จบเอาไหม" " เอาสิ" "นางฟ้าเกิดใจร้ายขึ้นมาไม่ช่วยต่อแขนขาให้กับช่างไม้เกเรนะสิ"
กาลเวลาผ่านไป....เวลาระหว่างเขาและเธอก็หมดลงหญิงสาวกลับมาที่ร้านแห่งนั้นอีกครั้ง บัดนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่มีแสงตะเกียง..... ไม่มีเขา...ไม่มีลมหนาวที่คอยพัดแสงตะเกียง.....ไม่มีร้านนมอีกต่อไป.... หญิงสาวนั่งคิดถึงนิทานที่เขาแต่งขึ้น "เค้ามีตอนจบของเรื่องนี้แล้วล่ะ..." หญิงสาวพูดขึ้นมาคนเดียว "ช่างไม้เฝ้าอ้อนวอนนางฟ้าใจดีให้ช่วยต่อแขน ขา ให้ จนนางฟ้าใจอ่อนยอมต่อแขน ขาให้ และให้กำลังแก่ช่างไม้ไปตีเมืองคืนมาได้และช่างไม้ได้ครองเจ้าหญิงสมใจ .... แต่นางฟ้ากลับต้องเศร้าใจ เมื่อนางฟ้าเกิดหลงรักช่างไม้แต่ช่างไม้ไม่สนใจ ทิ้งนางฟ้าให้อยู่คนเดียวและร้องไห้อยู่อย่างนั้น....เห็นไหมพอคุณได้ทุกอย่างสมใจแล้ว คุณก็ทิ้งเค้าไปเหมือนกับช่างไม้...คุณเฝ้าวอนขอความรักจากเค้า ขอให้เค้าช่วยรักษาแผลใจให้...แต่สุดท้ายคุณก็กลับไปหาเขา ทิ้งให้เค้าต้องอยู่ตามลำพังในโลกที่แสนโหดร้าย คุณใจร้ายมากรู้ใหม" หญิงสาวซบหน้าลงกับมือร่ำไห้
ดอกไม้ประจําวันเกิด

เธอที่เกิดวันอาทิตย์ ต้นไม้ประจำวันเกิดเป็น ต้นพวงแสด ต้นพุทธรักษา ต้นธรรมรักษา และต้นเยอร์บีร่าที่มีดอกสีส้ม ส่วนดอกไม้ประจำวันเกิดเป็นดอกกุหลาบสีส้ม จะถูกโฉลกกับเธอที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้มีนิสัยทะเยอทะยานและกระตือรือลัน เธอและดอกไม้มีความหมายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ดอกไม้อีกชนิดสำหรับผู้เกิดวันนี้คือ ดอกทานตะวัน อันเป็นสัญลักษณ์คู่กับพระอาทิตย์เสมอ บอกถึงตัวเธอที่เชื่อมั่น หัวสูง ถือตัว และหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย
เธอที่เกิดวันจันทร์ ต้นไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ต้นมะลิ ต้นแก้ว ต้นพุด ต้นจำปี ยิ่งถ้าปลูกแล้วออกดอกหอม เธอจะยิ่งโชคดี ดอกไม้ประจำวันเกิดคือดอกมะลิขาวสะอาด หมายถึงตัวเธอที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เรียบร้อย ส่วนดอกไม้อีกชิดคือ ดอกกุหลาบขาว หมายถึงความรักที่อ่อนโยนและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพราะคนวันจันทร์มักอ่อนไหวง่าย โรแมนติก และช่างฝัน
เธอที่เกิดวันอังคาร ต้นไม้ที่แสนดีของเธอคือ ต้นชัยพฤกษ์ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นยี่โถ ออกดอกสีชมพู ต้นเข็มออกดอกสีชมพู ถ้าต้นไม้ของเธอออกดอกมากๆ บอกได้ว่าเธอกำลังมีความสุขดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกล้วยไม้ โดยเฉพาะที่ออกดอกสีชมพู เพราะมีความหมายถึงความรักที่ร้อนรุ่ม หวือหวา วูบวาบตามอารมณ์ของคนที่เกิดวันนี้
เธอที่เกิดวันพุธ ต้นไม้ประจำตัวคนที่เกิดวันพุธนั้นพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่เป็นต้นไม้ใบเขียว โดยเฉพาะต้นกระดังงา ต้นสนฉัตร ดังนั้นเธอควรปลูกต้นไม้เยอะๆ ถึงจะโชคดี ต้นไม้เหล่านั้นจะช่วยปกป้องคุ้มครองเธอได้ คือ ดอกบัว หมายถึงจิตใจอันสงบ เพราะคนที่เกิดวันพุธมักชอบเป็นนักการทูตและรัก สันติภาพดอกไม้ประจำวันเกิดคือ คือดอกบัว ซึ่งคนที่เกิดวันพุธมักจะเป็นนักคำนวณ (เงิน) สีเหลืองอร่ามราวกับทองของดอกไม้ชิดนี้ หมายถึงรักของเธอต้องมาพร้อมเงิน
เธอที่เกิดวันพฤหัสบดี เธอที่เกิดวันนี้ มีต้นไม้ประจำตัวคือ ต้นโสน ต้นราชพฤกษ์ และต้นบานบุรี หากมีต้นไม้เหล่านี้อยู่ในบ้านจะช่วยคุ้มครองดูแลเธอ ดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกุหลาบสีเหลือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรัก รักซ้อนซ่อนใจ เพราะคนที่เกิดวันนี้เป็นคนรักงายหน่ายเร็ว เจ้าชู้เล็กๆ ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือดอกคาร์เนชั่นสีชมพู หมายถึงรักของเธอที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน เธอที่เกิดวันนี้ จริงๆ แล้วเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน น่ารักเหมือนดอกไม้ของเธอนั่นแหละ
เธอที่เกิดวันศุกร์ ต้นไม้ที่แสนดีของคนที่วันศุกร์คือ ต้นพยับหมอก ต้นแส ต้นอัญชัน ส่วนดอกไม้ที่ถูกแลกโชคดีของเธอคือ กุหลาบทุกสี เพราะคนที่เกิดวันศุกร์มักเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มีเสน่ห์ล้นเหลือหรือจะเป็นดอกไม้เจ้าเสน่ห์ที่มีความหมายหวานแหววแบบดอกไวโอแลตว่า "ฉันรักเธอแล้ว หากรักฉันก็บอกกันบ้างนะ" คนเกิดวันศุกร์บางอารมณ์ก็โลเล จึงได้ดอกลาเวนเดอร์ที่มีความหมายถึงรักที่สับสน ไม่แน่นอน ไปครองอีกดอกหนึ่ง
เธอที่เกิดวันเสาร์ จะมีต้นไม้พวก ตันกัลปังหา ต้นพวงคราม ต้นอินทนิล เป็นต้นไม้ประจำวันเกิด และดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกลิลลี่ อันหมายถึงรักครั้งแรก รักที่บริสุทธิ์เพราะคนที่เกิดวันเสาร์เป็นคนจริงจังและซีเรียส จึงรักใครยากหน่อย ทว่าดอกลิลี่เป็นดอกที่กระทบใจคนขี้เหงาวันเสาร์ได้ดีทีเดียว แล้วคุณหละเกิดวันไหน
ประวัติไวโอลินฉบับสังเขป


ประวัติไวโอลินฉบับสังเขป ต้นกำเนิดของไวโอลิน มีการพบเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายพบในหลายๆ วัฒนธรรมและในช่วงเวลาที่ต่างกัน ซึ่งย่อมมีส่วนในพัฒนาการของเครื่องดนตรีที่เรียกว่าไวโอลินอยู่บ้างไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เครื่องดนตรีเหล่านี้ เช่น Kithara ของกรีก ซึ่งอยู่ในราวปีที่ 7 ก่อนคริสตกาล หรือซอเอ้อหู (Erhu) ของจีน ซึ่งมีอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ 8 ในขณะที่วิวัฒนาการที่สำคัญของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย และเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ใช้คันชักไม่มีความเกี่ยวของโดยตรงกับไวโอลิน บทวามนี้จะแสดงถึงบรรพบุรุษที่ใกล้ชิดของไวโอลิน มีวิวัฒนาการจนมีรูปร่างดังเช่นในปัจจุบันได้อย่างไร และมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกอย่างไร
Violin จากหลักฐานต่างๆ ล้วนกล่าวว่า ต้นกำเนิดของไวโอลินอยู่ที่ประเทศอิตาลีในช่วงศตวรรษที่ 16 แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นผู้ที่ประดิษฐ์ไวโอลินขึ้นเป็นคนแรก และเรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันต่อไป แต่การศึกษาและค้นคว้าในปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วจะยกความดีให้กับ Andrea Amati แห่งเครโมนา (ราวๆ ปี 1511-1577) ว่าเป็นช่างทำไวโอลินคนแรกที่โลกรู้จัก จากเอกสารที่กล่าวถึงไวโอลิน 2 คันที่เขาสร้างขึ้นในระหว่างปี 1542 และ 1546 แต่เครื่องดนตรีเหล่านี้มีสายแค่ 3 สายเช่นเดียวกับ ไวโอลิน 4 สายตัวแรกก็ทำโดย Andrea Amati ในปี 1555 ส่วนไวโอลินที่เก่าแก่ที่สุดที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันคือ ไวโอลิน ปี 1560 ทำโดย Andrea Amati เช่นกันแต่ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งกลับแย้งความเห็นที่ว่า Andrea Amati เป็นช่างทำไวโอลินคนแรก แต่ยกความดีนี้ให้กับ Gasparo di Bertolotti da Salo (Gasparo da Salo) (ราวๆ ปี 1540-1609) แห่งเบรสเชีย เนื่องจากอาจารย์ของ Andrea Amati เป็นช่างทำเครื่องดนตรีพิณโบราณ (Lute) เอกสารที่มีอยู่ก็กล่าวถึง Andrea Amati ว่าเป็นช่างทำพิณโบราณ และมีไวโอลินของเขาหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่กล่าวถึงไวโอลินนับตั้งแต่มันเป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นใหม่นั้น คำว่า ”ช่างทำไวโอลิน” หรือ "Violin maker" ก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก ยิ่งกว่านั้น มีเอกสารที่กล่าวถึงการขายไวโอลินจำนวน 24 ตัวของ Andrea Amati ให้กับกษัตริย์ Charles IX แห่งฝรั่งเศสในปี 1560 และมีไวโอลินเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ให้พิสูจน์ว่า Andrea Amati เป็นผู้ประดิษฐ์ไวโอลินขึ้น และมีผลงานของเขาเพียง 14 ชิ้นเท่านั้นที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติไวโอลิน

ไวโอลิน เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงระดับเสียงสูงในกลุ่มเครื่องดนตรีคลาสสิกประเภทเครื่องสาย(String instruments) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโลกตะวันตก เป็นเครื่องดนตรีตระกูลไวโอลินที่เล็กที่สุด อันประกอบไปด้วย ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล และ ดับเบิลเบส เมื่อนำทั้งหมดมาเล่นร่วมกันแล้วจะเรียกว่า วงเครื่องสาย(string) ซึ่งเป็นตระกูลเครื่องดนตรีหลักของ วงออร์เคสตราประวัติไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดไวโอลินได้ปรากฏขึ้นเมื่อช่วงเวลาใด แต่คาดว่าปรากฏขึ้นครั้งแรกในประเทศอิตาลีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเชื่อกันว่าผู้ผลิตนั้นดัดแปลงมาจากเครื่องดนตรียุคกลาง 3 ชนิด อันได้แก่ เรเบค (rebec) ซอเรอเนซองซ์ (the Renaissance fiddle) และ ลีรา ดา บรากโก (lira da braccio) ซึ่งเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับไวโอลิน แต่หลักฐานที่แน่นอนที่สุดก็คือ มีหนังสือที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับไวโอลินในปี พ.ศ. 2099 (ค.ศ. 1556) แล้ว โดยได้ตีพิมพ์ที่เมืองลีออน ประเทศฝรั่งเศส และคาดว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ไวโอลินน่าจะเผยแพร่ไปทั่วทวีปยุโรปแล้วไวโอลินที่ถือว่าเป็นคันแรกของโลกถูกสร้างขึ้นโดย อันเดร์ อมาตี(Andrea Amati) ในช่วงครึ่งศตวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการว่าจ้างของครอบครัวเมดิซี ซึ่งต้องการเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ต่อมาด้วยคุณภาพที่ดีของเครื่องดนตรี พระเจ้าชาลส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ อันเดร์ ประดิษฐ์ไวโอลินขึ้นมาอีก เพื่อมาเป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประเภทใหม่ของวงออร์เคสตราประจำของพระองค์ และไวโอลินที่เก่าแก่สุดและยังให้เห็นอยู่ คือไวโอลินที่ อันเดร์ ประดิษฐ์ขึ้นในเมืองเครโมนา(Cremona) ประเทศอิตาลี ซึ่งได้ถวายแด่ พระเจ้าชาลส์ที่ 4 เช่นกันตรงกับปี พ.ศ. 2109 (ค.ศ. 1566)แต่ไวโอลินที่น่าจะเก่าแก่และโด่งดังที่สุดน่าจะเป็นไวโอลินที่มีชื่อว่า เลอ เมสซี่(Le Messie) หรือ Salabue ประดิษฐ์โดย อันโตนิโอ สตราดีวารี เมื่อปี พ.ศ. 2259 (ค.ศ. 1716) ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ Ashmolean Museum แห่ง อ๊อกซฟอร์ดสกุลช่างสกุลช่างทำไวโอลินสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ได้ดังนี้สกุลช่างเบรสเชีย (Brescian School: พ.ศ. 2063 - พ.ศ. 2163) สร้างสรรค์งานตามแนวทางที่ได้วางรากฐานไว้โดย Gaspard Duiffopruggar สกุลช่างเครโมนา (Cremona School: พ.ศ. 2093 - พ.ศ. 2309) ถือเป็นสกุลช่างทำไวโอลินที่สำคัญที่สุด ผลงานของสกุลช่างเครโมนาเกิดจากการสร้างสรรค์ของช่างในตระกูล Amati, Stradivari, Guarneri, Bergonzi, Guadagnini ฯลฯ สกุลช่างเนเปิ้ลส์ (Neopolitan School: พ.ศ. 2223 - พ.ศ. 2343) สกุลช่างนี้จะถ่ายทอดผ่านทางช่างฝีมือทำไวโอลินชาวมิลานและเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี ตระกูลช่างทำไวโอลินที่สำคัญได้แก่ตระกูล Grancino, Testore, Gagliano, Landofi ฯลฯ สกุลช่างฟลอเรนซ์ (Florentine School: พ.ศ. 2223 - พ.ศ. 2303) สกุลช่างนี้ฟลอเรนซ์จะรวมถึงช่างฝีมือทำไวโอลินชาวโรม และโบโลญญ่าด้วย ผ่านทางฝีมือของช่างทำไวโอลิน Gabrielli, Anselemo, Florentus, Techler และ Tononi สกุลช่างเวนิส (Venetian School: พ.ศ. 2233 - พ.ศ. 2307) สกุลช่างเวนิสนี้ได้เกิดขึ้นที่เมืองเวนิส โดยผ่านทางช่าง ได้แก่ Domenico Montagnana และ Sanctus Seraphin งานช่างสกุลนี้มีความใกล้เคียงกับงานของสกุลช่างโครโมนา สกุลช่างไทโรล (Tyrolese School: พ.ศ. 2183 - พ.ศ. 2239) ผลงานสกุลช่างไทโรลนี้ได้ถ่ายทอดผ่านทางฝีมือของ Jakob Stainer และช่างในตระกูล Klotz และ Albani ฯลฯโครงสร้างไวโอลิน ภาพแสดงการเรียกชื่อชิ้นส่วนต่างๆของไวโอลินในภาษาอังกฤษโครงสร้างของไวโอลิน เรียงจากบนไปล่างหัวไวโอลิน(Scroll) โพรงลูกบิด(Pegbox) คอ(Neck) สะพานวางนิ้ว หรือ ฟิงเกอร์บอร์ด (Fingerboard) (Upper Bout) เอว(Waist) ช่องเสียง(F-holes) หย่อง(Bridge) (Lower Bout) ตัวปรับเสียง(Fine Tuners) หางปลา(Tailpiece) ที่รองคาง(Chinrest) ขนาดมาตรฐานของไวโอลินคือ ยาว 23.5 นิ้ว และ คันชักยาว 29 นิ้วการเดินทาง (Travel) ขนส่ง (Shipping) การถือ (Carrying an instrument)ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ อย่าวางเครื่องดนตรีไว้ในกระโปรงท้ายรถ เพราะเครื่องดนตรีจะได้รับความร้อนมาก ทำให้ได้รับความเสียหายเมื่อต้องส่งเครื่องดนตรีไปทางพัสดุภัณฑ์ ให้คลายสายออกเล็กน้อยและใช้วัสดุนุ่มๆ บุที่หย่องทั้ง 2 ด้านเสียก่อน ควรเก็บเครื่องดนตรีไว้ในกล่องของมันเองเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นให้ห่อในกล่องสำหรับส่งของ บุรอบๆ กล่องด้วยวัสดุสำหรับห่อกล่องถ้าหกล้มในขณะถือเครื่องดนตรี โดยสัญชาติญาณของคนส่วนใหญ่จะกอดกล่องไวโอลินไว้ข้างหน้า เพราะคิดว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องดนตรีแตกหักได้ เเต่น่าเสียดายว่ากลับทำให้เครื่องดนตรีพังมา ควรใช้กล่องที่เเข็งแรงซึ่งจะยึดไวโอลินให้ลอยอยู่ในกล่องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการล้มคว่ำหงาย และพยายามหัดถือกล่องด้วยมือที่ไม่ถนัดให้เคยชิน เช่น ถือด้วยมือซ้ายถ้าคุณเป็นคนถนัดขวา ซึ่งจะทำให้เหลือมือข้างที่ถนัดไว้ป้องกันตนเองได้ชื่อเรียกในภาษาต่างๆ อังกฤษ Violin ฝรั่งเศส Violon สเปน Violín เยอรมัน Violine, Geige อิตาลี Violino โปรตุเกส Violino รัสเซีย Скрипка จีน 小提琴、提琴 ญี่ปุ่น ヴァイオリン ภาษาเกาหลี 바이올린
22/10/52
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












